เรียนต่อและทำงานที่ญี่ปุ่น

ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสสักที

อยากเขียนเอาไว้เผื่อจะเป็นข้อมูลให้คนที่อยากมาเรียนต่อและทำงานที่ญี่ปุ่น

ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนนะคะว่า หลายคนเข้าใจว่า อยู่เมืองนอกแล้วจะสบาย อยู่เมืองนอกไม่สบายนะคะ ที่จริงแล้วลำบากกว่าอยู่บ้านเรามากมายทีเดียว สมัยก่อนตอนที่เศรษฐกิจดีๆ ก็มีคนไทยมาทำงานเยอะ และได้เงินเยอะด้วย แต่เดี๋ยวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว คนญี่ปุ่นเองยังหางานยากเลยค่ะ

 

เอ้า เกริ่นมาเยอะแล้ว เข้าเรื่องเลยละกันเนาะ

จริงๆ เรื่องมาเรียนต่อในญี่ปุ่นนี่ไม่เคยอยู่ในหัวเลยนะ สมัยเรียนก็คิดแต่ว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อมาเจอเทรุ 55+

เออ เรียนภาษาที่สามก็ไม่แย่นะ อยู่ญี่ปุ่นก็ได้เรียนภาษาอังกฤษไปด้วย (เพราะเรียนคอร์สอินเตอร์) เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย

ใหม่เรียนทั้งหมด 4 มหาลัยที่ญี่ปุ่น

 

  • Kyoto university (2007-2008)

มาเรียนแลกเปลี่ยนครั้งแรก ในโครงการ Kyoto university International Exchange program (KUINEP) หนึ่งปีเต็ม ตอนนี้ได้ทุน JASSO เป็นเงินสดเดือนละ 80,000 เยน ค่าเทอมไม่ได้จ่าย ช่วงนี้เรียนภาษาญี่ปุ่นอาทิตย์ละ 3 ครั้ง แต่ด้วยความที่เพื่อนมีแต่คนต่างชาติ ภาษาก็เลยไม่ได้ดีขึ้นมากเท่าไหร่ ทั้งโปรแกรมนี้มีคนไทยสามคน

 

IMG_0514_zpsda712505.jpg

 

ได้เพื่อนเยอะมากๆ จากการเรียนแลกเปลี่ยน เพื่อนหลายๆ คนก็ยังสนิทกันอยู่ถึงทุกวันนี้ หลายคนมีครอบครัวไปแล้ว ที่ยังอยู่ญี่ปุ่นก็มี แต่ที่กลับประเทศไปเยอะกว่า

อยู่ที่เกียวได มีหอพักราคาถูกให้เช่า ไปมหาลัยก็ปั่นจักรยานไป ไม่เสียค่ารถไฟ ไม่ต้องเบียดใคร ค่าครองชีพก็ถูกกว่าที่โตเกียวมาก คุณภาพการศึกษาไม่ต่างกันเลยค่ะ แต่คุณภาพชีวิตอาจจะดีกว่า คหสต (แล้วแต่คนชอบเนาะ)

 

DSCF1902_resize.jpg

20080530_DSCF2329_resize.JPG

 

  • Ritsumeikan university (2009-2011)

คราวนี้มาเรียนปริญญาโทค่ะ ใหม่เป็นคนไทยคนแรก ที่เข้าเรียนในโปรแกรมนี้ ตอนแรกก็สมัครมาด้วยทุนมงฯ แหละ แต่ไม่ได้ ก็เลยใช้ทุนส่วนตัว ระหว่างเรียนที่นี่ ทำงานเป็น TA ไปด้วย แล้วก็ได้ทุน JASSO ด้วย (เหลือเดือนละ 70,000 เยน) ตอนปีสองก็ได้ทุนเรียนดี ก็เลยไม่หนักหนาเท่าไหร่ มหาลัยเค้าลดค่าเทอมให้ด้วย 30% ไม่อย่างงั้นก็อ่วมเหมือนกัน สองปี ค่าเทอมประมาณสองล้านเยน

 

DS264_resize.jpg

 

P4301202.jpg

 

ช่วงนี้ภาษาดีขึ้นพอสมควร ไปเรียนที่เกียวไดด้วย เนื่องจากสนิทกับอาจารย์เลยขอเค้าไปเรียนฟรี เค้าก็ให้เรียนนะ

การเรียนปริญญาโทก็จะอีกเลเว่ลนึงเลย เพื่อนที่เคยเรียนที่อื่นมาก่อน เค้าบอกว่าญี่ปุ่นนี่ซอฟละ ที่อเมริกาเรียนหนักกว่านี้ งานเยอะกว่านี้ ที่ญี่ปุ่นจะชิวกว่า เค้าว่างั้น

เรียน ปโทก็ได้เพื่อนเยอะค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ทำงานแล้วได้ทุนมาเรียนต่อ ก็ยังคงมีเพื่อนญี่ปุ่นน้อยเหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่แปลกใจนะ เรียนภาคอินเตอร์นี่ คนญี่ปุ่นน้อย (ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นจะอยู่ภาคธรรมดา)

 

DSC01237
เพื่อนๆ ที่เรียนป.โทด้วยกัน

 

  • Ryukoku university (Spring 2013)

เรียนภาษาจ๊ะ อันนี้คือหลังจากกลับมาจากเยอรมันละ ตั้งใจว่าจะหางานจริงๆ จังๆ ละ ก็เลยต้องเรียนภาษาเพื่อที่จะสอบวัดระดับให้ผ่าน พอดีที่มหาลัยนี้เค้ามีคอร์สภาษาญี่ปุ่น intensive ก็เลยสมัครเรียนดู มันก็ดีอย่างนึงตรงที่ว่า พอได้กลับมาเป็นนักเรียน ก็ใช้สถานะนักเรียนหางานได้ (ที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะหางานตอนเรียนนะจ๊ะ เรียนจบแล้วค่อยหานี่จะช้าไปละ) เรียนอยู่ที่ครึ่งปี พูดได้ เขียนได้มากขึ้นพอสมควร

 

ryokoku.jpg

 

  • Keio University (2013-2014)

เนื่องจากต้องย้ายบ้านมาที่โตเกียวเพราะงานของเทรุ ก็เลยเรียนภาษาที่ริวโกกุไม่จบคอร์ส ย้ายมาเรียนที่ Keio ซึ่งเป็นมหาลัยใหญ่และค่อนข้างมีชื่อเสียง อันนี้ก็ช่วยได้มากตอนหางาน ก็คล้ายๆ กับบ้านเราอ่ะนะ แค่เห็นชื่อมหาลัยก็รับแล้วอ่ะ บางทีบริษัทเค้าไม่ดูว่าเรียนอะไร เกรดเท่าไหร่ด้วยซ้ำ

 

IMG_3566

 

 

ถ้ามีโอกาสเรียนถึงปริญญาโท เอก ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เอาเข้าจริงๆ การหางานที่ญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นจำเป็นมากๆ ค่ะ ถ้ามีผลสอบระดับมาประกอบด้วยก็ยิ่งจะดีมาก (งานประจำอย่างน้อยๆ ต้อง N-2)

พอกลับมาจากเยอรมัน ใหม่ก็รู้แล้วว่า ถ้าไม่เรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่ม โอกาสจะได้งานที่ญี่ปุนคงน้อยมากแน่ๆ เนื้อหางานมันไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาญีปุ่นเสมอไปนะ แต่ถ้าไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นก็จะสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานค่อนข้างยาก

พอได้ภาษาแล้ว งานที่เราทำได้มันก็จะกว้างขึ้นด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นงานสอนภาษาอย่างเดียว

 

เรียนภาษาญี่ปุ่น

 

แนะนำให้ไปเรียนตามคอร์สภาษาตามมหาลัยนะคะ เพราะอย่างที่บอกล่ะว่า

  • ใช้สถานะนักเรียนในการหางานได้
  • ค่าเทอมถูกกว่ามาก
  • หลายมหาลัยคือ intensive จริงๆ การบ้านท่วมหัว ท่องคันจิทุกวัน

เอาจริงๆ ใหม่ก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนภาษาในโรงเรียนภาษามันต่างกันตรงไหน 55+ อาจจะ intensive พอๆ กันก็ได้ แต่เรียนในมหาลัยมันดูน่าเชื่อถือกว่า คหสต นะ

ที่โตเกียว ก็มีอยู่สองมหาลัยที่มีคอร์สภาษาญีปุ่นแบบเข้มเข้น นั่นคือ Keio กับ Waseda ค่ะ ใหม่เลือก Keio เพราะค่าเทอมถูกกว่า งกนั่นเอง 55+ อีกอย่างคือมันใกล้บ้านมากกว่าวาเซดะด้วย ใช้เวลาประมาณ 1 ชม รวมเดิน

 

Reference

Wadesa annual tuition fee 910,800

Keio (2 semesters) ¥685,000

** เดี๋ยวใหม่จะสรุปลิงค์ไว้ให้ตอนท้ายนะคะ

 

คอร์สภาษาที่ Keio Vs Ryukoku

 

ความเห็นส่วนตัวคือ Keio จะเข้มข้นกว่ามากค่ะ ขั้นตอนการรับเข้าเรียนก็ยากกว่าด้วย ตอนสมัครต้องใช้ recommendation letter ด้วย ซึ่ง Ryukoku ไม่ต้อง

 

Placement test ก็เข้มงวดมาก คะแนนไม่ผ่านก็คือไม่ผ่านจริงๆ ขนาดใหม่พูดได้ค่อนข้างเยอะแล้ว ตอนเข้า Keio ยังถูกจัดไปอยู่ชั้น elementary เลย (สะเทือนใจมาก)

 

ส่วนตัวแล้วใหม่ว่ามันง่ายไปสำหรับใหม่ แต่ก็ดีที่ได้ทวนแกรมม่ากับคันจิใหม่ เพราะสองสกิลนี้ใหม่อ่อนจริงๆ ก็เหมือนเด็กเล็กๆ เรียนภาษาล่ะนะ ถ้าเรียนจากรอบตัว ก็จะพูดฟังได้ดี แต่แกรมม่าไม่รู้ ไม่เข้าใจ เขียนไม่ได้
ที่เคโอ คลาสมีมีทั้งหมด 12 ระดับ  ใหม่เข้ามาได้ระดับ 3 แล้วพอขึ้นเทอมสอง ก็ขึ้นไปอยู่ระดับ 5 คือเรียนมาทั้งปี ไปไม่ถึงระดับ upper-intermediate ด้วยซ้ำไป แล้วคนที่เรียนระดับ advance นี่เค้าเทพกันขนาดไหน

 

เป้าหมายในการเรียนของใหม่ก็คือ ต้องสอบ N-2 ให้ผ่าน ใหม่สอบ N-3 ก่อนเดือน กค. 2013 สอบแบบไม่มั่นใจเลย อ่านเอง ทบทวนเอง ได้คะแนนพาร์ทฟังมาช่วยคันจิกับอ่าน ผ่านมาได้ด้วยคะแนนที่ไม่แย่มาก

 

japanese
ทบทวนคันจิเตรียมสอบ

 

แล้วต่อมาอีกปี ก็สอบ N-2 รอบเดือน ก.ค. 2014 ผ่านมาแบบหืดขึ้นคอค่ะ ตอนแรกไม่คิดว่าจะผ่านด้วยซ้ำ ไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบมากเท่าไหร่ เรียนปกติการบ้านก็ท่วมหัวอยู่แล้ว ต้องท่องคันจิสอบวัดระดับอีก ตอนทำข้อสอบก็แบบ อ่านคันจิไม่ออกเลย เอ หรือจะเดาถูก 55+
แต่ก็ผ่านนะ ได้พาร์ทฟังกับมาช่วยอีกล่ะ คะแนนเท่าไหร่อย่าไปพูดถึงมันเลย ใช้เวลาหนึ่งปีครึ่ง ถือว่าบรรลุเป้าหมายในการเรียนภาษาญี่ปุ่น N-1 ไม่เอา ไม่สอบแล้ว

 

keio2
เตรียมสอบ N-2

 

ส่วนตัวแล้วที่คิดว่าที่ยากที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็คือการเขียน-อ่าน คันจินี่แหละ เรียนยากเรียนเย็นเหลือเกิน เรียนแป๊บๆ ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืมอีก ถ้าไม่รู้คันจิ ก็อ่านไม่ออกไม่รู้ความหมาย มันไม่เหมือนภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ อ่านออกแต่ไม่รู้ความหมาย มันก็ยังพอท่องจำได้ คันจินี่ไม่รู้คำอ่าน จะท่องยังไง? คันจิตัวเดียวมันก็มีคำอ่านหลายแบบอีก ขนาดรู้แล้ว อ่านผิดก็ยังมี
ที่ Keio เวลาทำการบ้าน ถ้าเขียนผิดเค้าจะให้กลับมาเขียนใหม่จนกว่าจะถูก เวลาเขียนคันจิ ก็ต้องใช้ stroke order ให้ถูก เขียนจากบนมาล่าง ซ้ายไปขวา เสมอ ทำบ่อยๆ เข้ามันก็จำได้ ที่เคยผิดมันก็น้อยลง

 

ใหม่เป็นคนที่เรียนภาษาโดยการเลียนแบบได้เก่ง คือ ต้องใช้ทุกวัน ฟังและพูดตาม แป๊บเดียวก็จำได้และเข้าใจ แต่สกิลนี้ เอามาใช้กับการเขียนไม่ได้ ยังไงๆ ก็ต้องหัดเขียน เขียนหลายๆๆๆๆๆ ครั้งก็จะจำได้เอง
ตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ คิดคำพูดไม่ออกเลย จะพูดอะไรดี แต่พอได้พูดบ่อยๆ หลังๆ มันก็จำได้ จำเป็นแพทเทิร์นเลย ตอนนี้ก็สบายละเวลาไปประชุมก็พูดโต้ตอบได้ ปกติจะฟังอย่างเดียว พูดไม่รู้เรื่อง

 

แอพเรียนคันจิ แนะนำ Midori นะคะ เป็นแอพเสียเงิน แต่ใช้ดีมากกกกกกกกก ตอนสอบคันจิ ใช้ฟังชั่น flash card ในแอพ ตอนนั่งรถไฟก็ดูไปเรื่อยๆ คือมันช่วยได้เยอะมาก มีวิดิโอให้ดูด้วยว่าเขียนยังไง เริ่มจากตรงไหน (บางทีดูคันจิไม่รู้หรอกว่าต้องเริ่มจากตรงไหน โดยเฉพาะตัวที่ stroke เยอะๆ แบบ 30-50 strokes ไรงี้)
แล้วแอพนี้เค้าจะแบ่งระดับให้ตาม JLPT ด้วย จะสอบ 2 ก็เลือกทบทวนเฉพาะคันจิของระดับ 2 ได้ สะดวกมาก ลงทุนครั้งเดียว ถูกกว่าดิกไฟฟ้าเยอะ

 

keio1.jpg
ทำการบ้านคันจิ

 

อีกอย่างนึงที่ยากก็คือ ระดับความสุภาพของภาษา อันนี้ใหม่ว่าภาษาไหนๆ ก็เหมือนกัน ภาษาที่ใช้เขียนกับใช้พูดนี่คนละเรื่องเลย ภาษาญี่ปุ่นมีเคโกะ คือภาษาสุภาพ ถ่อมตัวกับยกย่อง โอ้ย ต้องคอยระวัง เพราะถ้าพูดไม่ถูก แทนที่จะยกย่องผู้ฟัง ถ่อมตัวเอง กลับกลายเป็นยกย่องตัวเองแทน
เอาเข้าจริงเคโกะเนี่ย ขนาดทำงานแล้วยังใช้ผิดใช้ถูกอยู่เลย ยากมาก ไม่ชินสักที เวลารับโทรศัพท์นี่กลัวมาก กลัวพูดผิดแล้วจะเสียมารยาท

 

เรียนภาษาญี่ปุ่น ต้องขยันและมีวินัยค่ะ ถ้าขี้เกียจ ต่อให้เรียนมหาลัยมีชื่อเสียงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ต้องเรียนเอง ท่องเอง จำเอง พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครมาช่วยเราได้
ใหม่ก็ยังไม่ได้เท่าไหร่หรอก ยังต้องเรียนอีกเยอะ แต่ตอนนี้ก็รู้ภาษาญี่ปุ่นพอที่จะทำงานกับคนญี่ปุ่นได้แล้ว กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ง่ายเลยค่ะ

มีหลายๆ คนมาปรึกษาใหม่ว่า อยากทำงานที่ญี่ปุ่นจะต้องทำไง

“เรียนภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ” 

เอาให้เป๊ะๆ รับรองว่าทำงานที่ญี่ปุ่นได้แน่นอน ไม่มีทางลัดใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าภาษาไม่ได้ โอกาสที่จะได้งานมันก็น้อย ใบปริญญามันก็เป็นใบเบิกทางได้บ้าง แต่จาก ปสก เค้าจะไม่ให้ความสำคัญเท่าความรู้ภาษาญี่ปุ่น

 

DSCF4896
นักเรียนไทยในเกียวโต

 

ระหว่างที่เรียนภาษาอยู่ที่ Keio ใหม่ก็เริ่มทำงานพิเศษที่บริษัทที่ทำงานปัจจุบันอยู่ด้วย

ทำมาได้สักพักนึง ก็ปรึกษาพี่คนไทยที่ที่ทำงานเรื่องทำประจำ พี่เค้าแนะนำให้คุยกับแผนกบุคคลดู ใหม่ก็ไปคุยดู แล้วก็ได้นัดสัมภาษณ์กับแผนกปัจจุบัน เรียนจบก็ได้ทำประจำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ไม่ได้หางานที่อื่นเลย คือว่าเหนื่อยแล้ว ได้ที่นี่ก็เอาเลย (ชอบท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย)

ต้องเข้าใจด้วยว่า สำหรับใหม่คือสถานะ แต่งงาน บริษัทเค้าจะมองว่า ผญ ที่แต่งงานแล้ว คงทำงานไม่นานหรอก เดี๋ยวมีลูกก็ลาออก โอกาสได้งาน จะน้อยกว่านักเรียนปกติอีก

บอกก่อนว่าแพทเทิร์นนี้เป็นแพทเทิร์นที่ไม่ปกตินะคะ
ปกติแล้ว นักเรียนญี่ปุ่นจะเริ่มหางานกันตั้งแต่ตอนเรียนปี 3-4 ถ้า ป.โท ก็เริ่มกันตอนขึ้นปี 2

ขั้นตอนนั้นมันเยอะแยะวุ่นวายมาก เริ่มจาก ไปร่วมงานสัมมนาของบริษัทก่อน สัมภาษณ์รอบ 1-2-3 กว่าจะได้ offer จากบริษัทก็หลายเดือนเลยล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้นแนะนำให้หางานกันตั้งแต่เนิ่นๆ เลย เพื่อนใหม่หลายคน (คนญี่ปุ่น) สมัครไป 40-50 บริษัท ถึงหลักร้อยก็มี กว่าจะได้รับการตอบรับมา มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เสียเวลา เสียเวลาเรียนเพราะต้องลาไปสัมภาษณ์บ่อยๆ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า คนญี่ปุ่นไม่ค่อยนิยมเปลี่ยนงานกันค่ะ จะรับเข้ามาสักทีก็เลยต้องเลือกที่ดีๆ หน่อย แต่ตอนนี้เทรนนี้เปลี่ยนแล้วนะคะ คนอายุน้อยๆ ก็เปลี่ยนงานกันเป็นปกติ พออิ่มตัวแล้วก็ไปที่อื่น

 

รวมลิงค์

 

Kyoto University KUINEP

Graduate school of International Relations, Ritsumeikan University

Ryukoku University JCLP

Keio University JLP

Waseda University CJL

 

 

ส่วนการทำงานที่ญี่ปุ่น เดี๋ยวจะมาเล่าในโอกาสถัดไปนะคะ >>> ไดอะรีหน้านี้

วันนี้เท่านี้ค่ะ

 

26 comments

  1. สวัสดีค่า ชื่อเซียร์นะคะ
    สนใจจะศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะ พอค้นหาข้อมูลหลายๆที่ก็เจอLinkมาที่ไดอารี่ของพี่ใหม่ค่ะ (ขออนุญาตเรียกพี่ใหม่นะคะ)

    ที่Keioน่าสนใจมากๆเลยค่ะ แต่มีข้อสงสัยนิดหน่อยค่ะ ตรงที่พี่ใหม่บอกว่า

    “ขั้นตอนการรับเข้าเรียนก็ยากกว่าด้วย ตอนสมัครต้องใช้ recommendation letter ด้วย”

    Recommendation letter นี่ทาง Keio เขาต้องการกี่ฉบับคะพี่ใหม่
    ถ้าหากได้เห็นcommentนี้รบกวนพี่ใหม่ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ

    ป.ล.อ่านไดอารี่ล่าสุดไปหลายวันเลยค่ะ เขียนเล่าเรื่องราวได้น่ารักและน่าติดตามมากๆ ต่อจากนี้ขอแวะมาอ่านเรื่อยๆนะคะ

    Like

    • สวัสดีค่ะน้องเซียร์ จำได้ว่าตอนนั้นพี่ส่งไปแค่ฉบับเดียวค่ะ เป็น recommendation letter จาก อาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียนปริญญาโท พี่เข้าใจว่าทางเคโอเค้าคงอยากเช็ค credential ของเรา อยากรู้ว่าเราตั้งใจจะมาเรียนจริงๆ รึเปล่า

      แต่ยังไงให้เช็คกับทางเว็บของเคโออีกทีนะคะ requirement มันอาจจะเปลี่ยนก็ได้

      ปล. ยินดีค่า พี่เคยเขียนบล็อกอยู่ที่อื่นมานานมากกก เพิ่งย้ายมาที่นี่ไม่นานค่ะ

      Like

  2. สวัสดีค่ะ ชื่อเซียร์นะคะ
    สนใจจะศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะ พอค้นหาข้อมูลหลายๆที่ก็เจอLinkมาที่ไดอารี่ของพี่ใหม่ค่ะ (ขออนุญาตเรียกพี่ใหม่นะคะ)

    ที่Keioน่าสนใจมากๆเลยค่ะ แต่มีข้อสงสัยนิดหน่อยค่ะ ตรงที่พี่ใหม่บอกว่า

    “ขั้นตอนการรับเข้าเรียนก็ยากกว่าด้วย ตอนสมัครต้องใช้ recommendation letter ด้วย”

    Recommendation letter นี่ทาง Keio เขาต้องการกี่ฉบับคะพี่ใหม่
    ถ้าหากได้เห็นcommentนี้รบกวนพี่ใหม่ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ

    ป.ล.อ่านไดอารี่ล่าสุดไปหลายวันเลยค่ะ เขียนเล่าเรื่องราวได้น่ารักและน่าติดตามมากๆ ต่อจากนี้ขอแวะมาอ่านเรื่อยๆนะคะ

    Like

  3. สวัสดีค่ะ ชื่อโอ๊ะนะคะ
    ขอบคุณพี่ใหม่มากๆ ที่ลงบทความดีๆให้อ่าน เป็นประโยชน์มากๆๆๆๆเลยค่ะ
    สนใจจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นปีหน้าค่ะ
    อยากสอบถามพี่ใหม่ว่าถ้าเรียนที่ Keio ค่าหอพักที่ไม่แพงมากพอจะมีบ้างไหมค่ะ
    รวมค่ากิน+อยู่น่าจะประมาณเท่าไหร่ค่ะ จะได้ประมาณการถูกค่ะ เพราะตอนนี้กำลังเก็บเงินอยู่ค่ะ
    รบกวนพี่ใหม่ด้วยนะคะ
    ขอบคุณมากค่ะ ^_^

    Like

    • สวัสดีค่ะน้องโอ๊ะ แถวๆ Mita campus ค่าที่พักจะแพงมากค่ะ หอพักมหาลัยก็แพง ถ้าเราอยู่นอกๆ แล้วนั่งรถเข้ามาก็อาจจะถูกหน่อย หรือลองหาพวก share house ดู
      ค่าใช้จ่ายต่อเดือนรวมค่าเช่าน่าจะประมาณ 150,000¥ เยนค่ะ แต่พี่ก็ไม่แน่ใจเพราะน้องบางคนก็ใช้น้อย/มากกว่านี้ คงแล้วแต่ life style ด้วย ถ้าประหยัดก็คงถูกกว่านั้น

      Like

      • หนูกำลังจะเรียน BEKKA มหาวิทยาลัยในโตเกียวเดือนเม.ย.นี้ ไว้เรียนจบ 1 ปีจะพยายามส่งเอกสารสอบเข้า KEIO ให้ได้ค่ะ ขอบคุณพี่ใหม่สำหรับข้อมูลมากๆนะคะ หนูขอเรียนพื้นฐานให้แน่นก่อนไปเรียนKEIOเพราะ KEIO เป็นมหาวิทยาลัยในฝันของหนูจริงๆค่ะ 😀

        Like

      • เรียนภาษาใช่มั้ยคะ จบที่มหาลัยนี้แล้วไปต่อ keio เหรอคะ หรือว่าไง แสดงว่าเรียนภาษา 2 ปีเลยสิ

        Like

    • เรียนภาษา 2 ปีค่ะ พอดีอยากได้ N2 ก่อนกลับไทยค่ะ😀

      Like

  4. สวัสดีค่ะพี่ใหม่ ฟังเรื่องของพี่แล้วสนุกมากๆ
    อ้อ หนูชื่อนัทค่ะ
    หนูเป็นเด็กสายวิทย์ที่เรียนภาษาญี่ปุ่น (ได้ทุนแลกเปลี่ยน 2 ครั้ง มัธยกับมหาลัย และทุนวิจัย 1 ครั้ง)
    เดือนก่อนหนูก็เพิ่งไปสมัครงานที่ญี่ปุ่นมาค่ะได้มา 4 บ.แต่เลือกแล้วว่าจะเอาที่ไหน
    แต่หนูเพิ่งจบตรีค่ะ จบฟู๊ดซาย หนูอยากถามพี่ว่า หนูอยากเรียนโทที่ญี่ปุ่น แบบเรียนไปทำงานไป
    ที่ญี่ปุ่นมีมหาวิทยาลัยไหนบ้างคะที่เปิดสอนแนวนี้ (หนูอยากเรียน MBA ค่ะ) ฉีกสายไปเลย
    เท่าที่รู้ญี่ปุ่นส่วนมาก จะต้องต่อโทในสายที่จบตรีมา ไม่รู้ว่าจะสามารถเรียนแบบที่อยากเรียนได้มั้ย

    ยังไงขอบคุณพี่มากๆเลยค่า

    Like

    • เท่าที่ทราบญี่ปุ่นไม่มี ป. โทแบบ part-time นะคะ ยกเว้นถ้าจะเรียนออนไลน์ ส่วนเรื่องเปลี่ยนสายไม่มีปัญหาค่ะ ไม่ต้องตรงสายก็ได้ถ้ามีคุณสมงบัติครบ

      Like

      • พี่ตอบเร็วมากๆเลย ขอบคุณมากๆค่ะ อ้อมีแบบออนไลน์ด้วยหรอคะ
        หนูสนใจจัง พี่พอทราบข้อมูลเพิ่มเติมมั้ยคะว่าที่ไหนเปิดแบบนี้บ้างคะ

        Like

      • มีค่ะ ลองหาดูในเน็ตเองนะคะ พี่ก็ไม่ทราบว่าที่ไหนแค่เคยได้ยิน

        Like

      • ไม่รู้น้องจะกลับมาอ่านมั้ยแต่ได้ยินว่า MBA part timeมีที่ มหาลัยฮิโตซึบาชิค่ะ แต่ไม่มีภาคภาษาอังกฤษนะคะ ญป ล้วนๆ เลยค่ะ

        Like

  5. สวัสดีค่ะ ชื่อมิ้นนะคะ
    พี่ใหม่คะ คือมิ้นอยากถามว่าถ้าเรียนภาษาระยะสั้นกับ Keio แค่3เดือนอย่างนี้ได้มั้ยคะ
    หรือว่าทางมหาลัยบังคับว่าต้อง6เดือนขึ้นไป มิ้นอยากไปเรียนระยะสั้นช่วงปิดเทอมทำนองนี้ค่ะ
    รบกวนด้วยนะคะ

    Like

    • ตอนที่พี่เรียนคอร์สเปิดปิดตามภาคการศึกษาของมหาลัยเลยค่ะ อาจจะมีคอร์สซัมเมอร์แต่คิดว่าไม่ใช่ JLP ยังไงลองสอบถามมหาลัยดูก็ได้ค่ะ

      Like

  6. สวัสดีค่า เพิ่งมาเห็นบล็อกนี้ค่ะ ชื่อเกดนะคะ

    เกดเพิ่งสมัครคอร์สเรียนภาษา 1 ปีของเคโอไปค่ะ เล็งที่นี่ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แหะๆ
    ประกาศผลเดือนหน้าแล้ว ตื่นเต้นมากๆ เลยเตรียมเอกสารส่งไปเพียบเลยเกินที่กำหนดด้วย จะผ่านมั้ยเนี่ย T.T

    ไม่ทราบว่าที่นี่มีคนไทยเรียนเยอะมั้ยคะ คือมีเรื่องอยากสอบถามพี่ใหม่หลายๆ เรื่องเพิ่มเติมน่ะค่ะ
    ถ้าสะดวกรบกวนแอดไลน์เกดมาหน่อยได้มั้ยคะ แล้วจะรอนะคะ ^^

    @alizeraisin

    Like

    • พี่ไม่สะดวกไลน์ค่ะ ถามมาทางนี้ได้เลยเผื่อมีประโยชน์กับน้องคนอื่นๆ ด้วย 😀

      Like

  7. สวัสดีครับ ผมชื่อไอซ์นะครับ

    พอดีจะขอสอบถามข้อมูลว่า พอมีคนประสานงานเรื่องเรียนต่อของมหา’ลัย Keio University ที่เป็นคนไทยบ้างรึเปล่าครับ
    พอดีผมสนใจจะเรียน คอร์ส Intensive แต่กลัวเรื่องการยื่นเอกสารพลาดครับ เลยอยากได้ที่ปรึกษาครับ

    แล้วก็เรื่อง “recommendation letter” นี่จำเป็นรึเปล่าครับ แล้วต้องให้เฉพาะ อาจารย์ที่ปรึกษามหา’ลัยเขียนให้เท่านั้นหรือครับ พอดีผมก็เรียนจบมาได้ซักพักแล้วไม่รู้ว่า รูปแบบการเขียน และคนเขียนต้องฟิกหรือเปล่าครับ

    ขอบคุณนะครับ ไม่รู้พี่ยังเล่นบล๊อกนี้อยู่รึเปล่า ถ้าหากเห็นข้อความนี้ รบกวนให้ความช่วยเหลือผมหน่อยนะครับ
    **ขอบคุณมากๆครับ

    Like

    • 1. ไม่น่าจะมีนะคะ ที่มหาลัยนี้มีคนไทยน้อยมากค่ะ แต่คนที่ได้ภาษาอังกฤษน่าจะมี ลองติดต่อมหาลัยดูค่ะ
      2. อันนี้ถามมหาลัยจะชัวร์กว่าค่ะ ขอโทษจริงๆ ค่ะไม่มีข้อมูลตรงนี้เลย

      Like

  8. สวัสดีค่ะ คุณใหม่ พอดีมีคนรู้จักอยากจะไปเรียนโท ต่อที่ญี่ปุ่น คุณใหม่ รับงาน ปรึกษา และ ช่วยแนะนำขั้นตอนการเรียนโท ที่ญี่ปุ่นไหมคะ

    Like

    • ขอโทษที่ตอบช้านะคะ พอดีใหม่เพิ่งมีน้องตอนนี้ยุ่งหัวฟูเลยค่ะ ยังไงให้น้องเค้าเมล์หาใหม่ได้นะคะ monthly101@hotmail.com ค่ะ

      Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s